การอนุรักษ์ในภาษาอังกฤษตรงกับคำว่า Conservation ซึ่งแตกต่างจากคำว่า Preservation ที่แปลว่าการเก็บรักษา คือคำกล่าวที่ ดร. วิฑูรย์ วิริยะสกุลธรณ์ ผู้เรียนจบปริญญาเอกสาขาวนศาสตร์ชุมชน (Social Forest) จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนกล่าว

ดร. วิฑูรย์มีพื้นเพประสบการณ์ที่ผสมผสานระหว่างสังคมศาสตร์และวนศาสตร์ เขาเรียนจบปริญญาตรีสังคมวิทยา และปริญญาโทสาขาการพัฒนาชนบท หลังจากเรียนจบปริญญาเอกวนศาสตร์ชุมชน เขากลับมาทำงานที่ศูนย์วนศาสตร์ชุมชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อจัดทำหลักสูตรการสอนเรื่องป่าชุมชนตั้งแต่ปี 2539 จากนั้นอีก 10 ปี เขาย้ายไปทำงานในประเทศลาวกับองค์กร Mekong River Commission ทำงานในประเด็นความขัดแย้งในแม่น้ำโขง จากนั้นกลับมาเป็นรองผู้อำนวยการศูนย์โรตารี่เพื่อสันติภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับดร. วิฑูรย์ นี่คือหนึ่งในปัญหาที่เขาชี้ชัดเรื่องของ ‘คนอยู่กับป่า’ และแนวคิด ‘ป่าปลอดคน’ ที่เกิดจากการมองจากมุมมองด้านเดียวที่ตนเองศึกษา ทำให้มุมมองของดร.วิฑูรย์ นั้นแตกต่างออกไป เมื่อเขาพยายามมองเรื่องนี้จากสังคมศาสตร์และวนศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน

คนและป่าต่างต้องปรับตัว

ดร. วิฑูรย์เริ่มต้นจากมุมมองการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่กับพื้นที่ป่ามาดั้งเดิม เขายกตัวอย่างการทำไร่หมุนเวียน ที่จากเดิมเคยทิ้งพื้นที่พักฟื้นได้สูงสุดถึง 10 ปี แต่ปัจจุบันกฎระเบียบในพื้นที่อนุรักษ์ที่เข้ามาทำให้สามารถทิ้งให้พื้นที่พักฟื้นได้เพียงแค่ 3 ปี เพราะหากมากกว่านั้นทางเจ้าหน้าที่ก็จะมองว่าเป็นพื้นที่รกร้างไม่มีเจ้าของและถูกยึดคืน รวมทั้งเรื่องของการเผาที่ทุกวันนี้สังคมกังวลเรื่องฝุ่นควันมากขึ้น

ปัญหาที่ดร. วิฑูรย์เห็นคือการมองโลกที่แตกต่างกันระหว่างคนในป่าและคนในเมือง ในขณะที่คนเมืองบางส่วนมองว่าป่าเป็นทรัพยากรที่ต้องเก็บรักษา พวกเขามองว่าป่าไม่ใช่พื้นที่ของมนุษย์สำหรับการอยู่อาศัย

ดังนั้นสำหรับฝั่งนักอนุรักษ์ ดร. วิฑูรย์ให้ความคิดเห็นว่า หลักสูตรการสอนวนศาสตร์ของประเทศไทย ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศฝั่งตะวันตกที่เป็นป่าเขตหนาว ไม่มีคนอาศัยอยู่ ในขณะที่ประเทศไทยนั้นเป็นป่าเขตร้อน ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่า จึงไม่สามารถมองในบริบทเดียวกันได้

อย่างไรก็ดีดร. วิฑูรย์เข้าใจว่า เพราะในช่วงหลังมีคนนอกเข้าไปบุกรุกป่ามากขึ้น ทำให้การพิสูจน์เป็นเรื่องยาก อันเป็นหนึ่งในสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างคนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมักจบลงด้วยการใช้อำนาจตามกฎหมาย

ในส่วนเรื่องของสิทธิในที่ดิน ดร. วิฑูรย์มองว่า คนส่วนใหญ่นึกถึงเรื่องของความเป็นเจ้าของ(Ownership) ซึ่งคนละความหมายกับคำว่าสิทธิในที่ดิน คือเป็นการอนุญาตในการใช้ประโยชน์เท่านั้น

อย่างไรก็ดีวันนี้ทั่วโลกต่างตื่นตัวและหันกลับมามองความสำคัญของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองมากขึ้น มีกฎหมายคุ้มครองชนเผ่าพื้นเมืองเกิดขึ้นในหลายประเทศในภูมิภาค ยกตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ไต้หวัน เป็นต้น ในขณะที่กฎหมายคุ้มครองชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยถูกปัดตกไป เพียงเพราะว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ยอมรับคำว่าชนเผ่าพื้นเมือง และให้ใช้คำว่ากลุ่มชาติพันธุ์แทน ซึ่งทำให้สาระสำคัญที่ทั่วโลกยอมรับหล่นหายไป

การคุ้มครองคนอยู่กับป่า ผ่านกฎหมายคุ้มครองชนเผ่าพื้นเมือง ในนานาอารยประเทศ

ในงานเสวนานานาชาติเรื่อง ‘อนาคตแห่งความยั่งยืน: ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นสิ่งจำเป็น’ ที่จัดขึ้นที่สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2567 ได้มีการเชิญแขกรับเชิญจากประเทศต่างๆ มาร่วมพูดคุยถึงบทบาทสำคัญของชนเผ่าพื้นเมือง ในการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ดร.ปาซาง โดลมา เชอร์ปา ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์วิจัยและพัฒนาชนพื้นเมือง (CIPRED) จากประเทศเนปาล ชี้ให้เห็นว่า 62% ของชนพื้นเมืองที่อยู่ทั่วโลก มีส่วนในการที่จะช่วยดูแลในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งประเทศเนปาลเล็งเห็นความสำคัญและในปี 2022 ได้ออกกฎหมาย Shyagya Conservation Act 2022 มาใช้เพื่อรับรองและรักษาประเพณีที่ชื่อว่า ‘Shagya’ โดยมีพื้นฐานมาจากหลักปรัชญาของศาสนาพุทธ โดยหลักต่างๆ ประกอบด้วยการห้ามล่าสัตว์ วางกับดัก เก็บน้ำผึ้ง การขายปศุสัตว์และการเผาในป่าและภูเขา

นอกจากนี้ในประเทศเนปาลตามรัฐธรรมนูญปี 2015 มีการกำหนดว่าชนพื้นเมืองสามารถออกกฎหมายของตัวเองได้ ดร.ปาซางจึงกล่าวว่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมามีความพยายามทำงานกับรัฐบาลท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2022 ที่ได้ออกกฎหมายท้องถิ่นออกมายอมรับในเรื่องของการกำหนดอนาคตตนเองของชนพื้นเมือง การออกกฎหมายของตนเองจึงเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับความยั่งยืน

ทางด้านเฮเลน มากาตะ เจ้าหน้าที่สื่อสารจากองค์กรเต็บเท็บบา ประเทศฟิลิปปินส์ ได้อธิบายถึงความสำคัญในการให้สิทธิของคนพื้นเมือง เพื่อช่วยดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ ยกตัวอย่างเช่นในประเทศฟิลิปปินส์มีกฎหมายของคนพื้นเมือง ที่เป็นการแสดงให้เห็นว่า ประเทศฟิลิปปินส์เห็นถึงความสำคัญ และจะต้องมีกลไกที่จะสนับสนุนกระบวนการต่างๆ ให้คนมีส่วนร่วมได้อย่างมีความหมาย

โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในฟิลิปปินส์ ปี 1997 (Indigenous Peoples Rights Act – IPRA) หัวใจสำคัญข้อหนึ่งคือสิทธิในดินแดนบรรพบุรุษ (Ancestral Domains and Lands) มีการยอมรับสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในการครอบครอง ใช้ประโยชน์ และดูแลรักษาดินแดนของตน รวมทั้งรับรองความเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ และส่งเสริมให้ชนเผ่าเข้าถึงบริการพื้นฐาน เช่น การศึกษา สุขภาพ อาชีพ

ในขณะที่ประเทศบังกลาเทศ มินัล กันติ ตรีปุระ ผู้อำนวยการมูลนิธิมาลียา ได้เล่าเรื่องชนเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่ Chittagong Hill Tracts พวกเขามีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการอยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ มีการบริหารจัดการป่า มีบทบาทในเรื่องของการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพในป่า ถือว่าเป็นป่าที่มีการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนโดยชุมชนพื้นเมือง

มินัลได้แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัว โดยเล่าว่าปู่ย่าตายายของเขาทำไร่หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ Chittagong Hill Tracts เมื่อตอนที่เขาเป็นเด็กหมู่บ้านมีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก มีทั้งสัตว์ป่าและพรรณพืช ทางพ่อแม่และปู่ย่าตายายของเขาก็ทำงานในการดูแลป่า เพราะป่าเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ และเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้นของชีวิตของพวกเขา พวกเขาจะมีการเคารพต่อป่าและแหล่งน้ำ เพราะเป็นแหล่งที่นำมาซึ่งชีวิตและอนาคตให้กับผู้คน

มินัลย้ำเตือนว่าหากไม่มีชุมชนพื้นเมือง เราจะไม่สามารถดูแลรักษาความหลากหลายทางชีวภาพนี้ได้ เพราะว่าชุมชนพื้นเมืองเป็นผู้ที่มีความรู้ แต่ในบางประเทศกลับมีการไล่ผู้คนออกจากที่ดินของพวกเขาเพื่อที่จะอนุรักษ์ป่า

ทางด้านศ.ดร.ไคล์ ไวท์ จากสถาบันสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเป็นคนชนเผ่า Potawatomi หนึ่งในชนเผ่าพื้นเมืองที่มาจากรัฐมิชิแกน เขาทำงานเป็นส่วนหนึ่งกับชนเผ่าต่างๆ มาตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมทั้งโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนพื้นเมือง

ศ.ดร.ไคล์ยกตัวอย่างในรัฐมิชิแกน ชุมชนพื้นเมืองที่เขาเป็นส่วนหนึ่งมีหน้าที่ในการดูแลหนึ่งในสามของพื้นที่ในรัฐนั้น พวกเขาสามารถตัดสินใจในการดูแลสิ่งแวดล้อม การดำเนินการในการปกป้องสิ่งแวดล้อม เช่น การเผชิญความเสี่ยงในเรื่องของไฟป่าที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค มีการผลักดันรัฐบาลในการจัดการร่วมระหว่างชนพื้นเมืองและพื้นที่สาธารณะ

ดังนั้นชนพื้นเมืองจึงก็มีอิทธิพลในพื้นที่ป่าของสหรัฐอเมริกา เป็นอำนาจที่ให้พวกเขาสามารถกำหนดชีวิตตัวเองเพื่อเป็นทางออกของทุกคน และก็มีการผลักดันรัฐบาลในการสร้างนโยบายเรื่ององค์ความรู้ของชนพื้นเมือง

ศ.ดร.ไคล์กล่าวทิ้งท้าย ซึ่งเมื่อกลับมามองยังประเทศไทย วันนี้เรามองเห็นคุณค่าของกลุ่มชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่ามากน้อยแค่ไหน และให้โอกาสพวกเขาในการช่วยดูแลอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างไร

ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ควรได้สิทธิในการตัดสินใจอนาคตของตนเอง

ดร. วิฑูรย์ได้เสนอทางออกสำหรับปัญหาความขัดแย้งคนกับป่าว่า สิ่งสำคัญลำดับแรกคือคนในพื้นที่ควรได้มีสิทธิเลือกในสิ่งที่ตนเองต้องการ จากนั้นฝั่งภาครัฐและนักอนุรักษ์ควรที่จะเลือกใช้แนวทางการเจรจาและทำข้อตกลง มากกว่าการใช้อำนาจทางกฎหมายอย่างเดียว แม้วันนี้ดร. วิฑูรย์ยังคงมองเห็นว่าทั้งสองฝั่งมองเรื่องการอนุรักษ์ที่แตกต่างกัน

ดร. วิฑูรย์เชื่อว่าคนอยู่กับป่าได้ เพียงแต่ว่าตอนนี้ปัจจัยภายนอกเข้าไปรบกวนในพื้นที่มากเกินไป ทั้งจากเหล่านายทุนและการบุกรุกจากคนภายนอก นี่ต่างหากคือโจทย์ที่นักอนุรักษ์ควรตั้งคำถามและให้ความสำคัญ

สุดท้ายการทำงานร่วมกันในการอนุรักษ์พื้นที่ระหว่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้กับชุมชนเป็นวิธีการที่ยั่งยืนในมุมมองของ ดร. วิฑูรย์ แต่คำถามในวันข้างหน้าที่เป็นข้อท้าทายในการทำงานร่วมกันที่ ดร. วิฑูรย์ ได้กล่าวทิ้งท้ายคือ

บทความชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรี่ย์ ‘คนในป่าอยู่ร่วมกับการอนุรักษ์ป่าได้หรือไม่’

โดยเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง – IMN