ฝ้าย มะลิวัลย์ เต๊จ๊ะ สตรีกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ ผู้เป็นแกนนำเยาวชน บ้านแม่ยางมิ้น ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เล่าถึงภาพจำที่ตนมีต่อ ‘ส้มป่อย’ พืชสมุนไพรสำคัญในพื้นที่ หากมองด้วยสายตาส้มป่อย คือ ไม้เถาพุ่มเลื้อยยาว ซึ่งอาศัยเกาะอยู่กับต้นไม้ใหญ่ ตามกิ่งและลำต้นมีหนามแหลม ถ้าออกดอกจะเป็นกระฉูดสั้นเล็กสีขาวนวล เกาะรวมกันเป็นกระจุกแน่นก่อนพัฒนาเป็นฝักแบนยาว ตัวฝักมีผิวเกลี้ยงสีแดงอมน้ำตาล ถ้าย้อนไปก่อนหน้าสัก 10 ปี นี่คือสิ่งที่หาได้เพราะมันถูกทิ้งอยู่ตามป่ารอบบ้าน
สำหรับกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ บ้านแม่ยางมิ้น พวกเขามักใช้ส้มป่อยเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมและความเชื่อที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝักส้มป่อยเดือน 5 (นับเดือนแบบล้านนา ตรงกับช่วงเมษายน) ซึ่งต้องถูกเก็บเกี่ยวช่วงหัวรุ่งของวันพระใหญ่ เพื่อนำมาตากแห้งหรือบางคนจะเอาไปอังไฟไว้บนแคร่ไม้ตอนทำกับข้าว เมื่อแห้งแล้วก็เก็บใส่ถุงปิดผนึกเก็บ ด้วยเชื่อกันว่าเดือน 5 เป็นเดือนมงคลเพิ่มพูนพุทธคุณและอิทธิฤทธิ์
ผู้ใหญ่บ้านแม่ยางมิ้น หมู่ 11 บุญฤทธิ์ เต๊จ๊ะ ช่วยขยายความและลำดับการใช้งานของส้มป่อยเดือนห้าว่า
ส้มป่อย ไม่เพียงแค่ใช้ในด้านพิธีกรรม ความเชื่อ เพื่อเสริมคุณค่าภายในจิตใจเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นได้ทั้ง วัตถุดิบในการประกอบอาหาร และยาสมุนไพร เพราะยอดอ่อนของส้มป่อยซึ่งให้รสเปรี้ยว ช่วยเพิ่มรสชาติ เมนูที่นิยมมักจะเป็นแกงส้มใส่ปลา นอกจากจะเปิดต่อมรับรสให้เพลิดเพลนกับการรับประทานแล้ว ยังเพิ่มสรรพคุณทางยาให้กับมื้ออาหารอีกด้วย ยังไม่พอ มะลิวัลย์จำได้ดีว่า คนเถ้าคนแก่ที่บ้านเธอนิยมนำฝักของส้มป่อยมาตีกับน้ำให้เกิดฟอง เพื่อใช้สระผมด้วย
หากอ้างอิงจากข้อมูลของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะเห็นได้ชัดว่า เหตุผลที่ต้องนำมาตีกับน้ำเพราะฝักส้มป่อยมีสารซาโปนินสูง หากเกิดฟองที่คงทนแล้วนำมาสระผม ก็สามารถกลายเป็นแชมพูธรรมชาติ ช่วยขจัดรังแคและบำรุงผมได้
ความเชื่อของการใช้ฝักส้มป่อยในพิธีกรรมและวิถีชีวิต เป็นเหมือนมรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่น นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์เชื่อมโยงวิถีชีวิตและความศักดิ์สิทธิ์ ให้เข้ากับพืชพรรณธรรมชาติสืบเนื่องกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ปัจจุบัน วงจรชีวิตของส้มป่อยจึงถูกรบกวน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หน้าแล้งยาวนาน ฝนตกน้อยบ้างมากบ้างจนน้ำหลาก เหมือนบรรยากาศเปลี่ยนไปไม่เป็นตามวงจรปฏิทินฤดูกาล
จากสถิติพื้นที่ป่าไม้ ของกรมป่าไม้ ปี พ.ศ. 2565 – 2567 พบว่า จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ป่าลดลง 14,173.42 ไร่ สาเหตุหลักมาจากการสร้างที่อยู่อาศัย และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อป่าหาย ต้นไม้ยืนต้นลดลง ทำให้ต้นส้มป่อยซึ่งต้องพึ่งพาไม้ใหญ่ในป่าเพื่อเจริญเติบโตไม่อาจอยู่ได้ การที่พื้นที่ป่าที่หายไป ไม่ได้แค่ทำให้ส้มป่อยหายากขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เคยเตือนว่า ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศมีความเสี่ยงต่อระบบนิเวศมาก ตัวอย่างเช่น ปริมาณน้ำฝนในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 มีฝนตกน้อยที่สุดในรอบ 40 ปี แต่กลับกันดันมีปริมาณน้ำฝนรายปีสูงสุด นับแต่มีการบันทึกเมื่อปี พ.ศ. 2494 นอกจากนั้นยังพบว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทยร้อนขึ้นเฉลี่ย +1.4°C
เรื่องของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนกระทบต่อส้มป่อย และการพบเห็นพิธีไล่ฝนน้อยลงสตรีปกาเกอะญอจากบ้านแม่ยางมิ้นแสดงความคิดเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน
มะลิวัลย์ ให้ภาพคำว่า “แย่งชิง” เพิ่มเติมว่า การแย่งส้มป่อยนี้ ไม่ถึงขนาดเกิดการทะเลาะหรือใช้กำลัง เนื่องด้วยการมาเก็บในช่วงเวลาไม่ตรงกัน จะสร้างความรำคาญใจให้กับคนในหมู่บ้าน จนพากันตั้งคำถามว่า ทำไมต้องรอให้คนอื่นเขามาแย่งฝักส้มป่อยในหมู่บ้านเรา พอเห็นมันเก็บได้เราก็พากันไปเก็บไว้ใช้เองดีกว่า
ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้บ้านยางมิ้น เป็นที่หมายตาในการตระเวนหาส้มป่อย นั่นเพราะชาวปกาเกอะญอชุมชนนี้ มีการแบ่งโซนพื้นที่ป่าออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน คือ “ป่าใช้สอย” และ “ป่าอนุรักษ์” พร้อมทั้งกำหนดช่วงเวลาสำหรับการทำแนวกันไฟอย่างเป็นระบบ ตอนปลายเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ พวกเขามีวิถีเกษตรแบบหมุนเวียนอยู่ร่วมกับธรรมชาติมาช้านาน การถางไร่และการเผาก่อนเพาะปลูกนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้แบบแผน แต่มีระบบการควบคุม เช่น การทำแนวกันไฟรอบแปลงเกษตร เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามเข้าสู่ป่าธรรมชาติ จึงทำให้พื้นที่ป่าของบ้านแม่ยางมิ้น ยังคงอุดมสมบูรณ์และมีต้มส้มป่อยให้ได้ใช้ประโยชน์
ปัจจุบันนี้ ไม่ใช่แค่คนนอกหมู่บ้านที่เข้ามาเท่านั้น แม้แต่คนในชุมชนบ้านแม่ยางมิ้นเอง ก็พากันจองต้นส้มป่อยตั้งแต่เริ่มออกดอกแล้ว ตอนนี้แทบทุกบ้านจะมีต้นส้มป่อยของใครของมัน ไม่ได้แบ่งปันกันเหมือนตอนเธอยังเด็กอีกแล้ว
โดยไม่ต้องพึ่งข้อมูลหรือตัวเลขแสดงจำนวนการลดลงของต้นส้มป่อย แต่หนึ่งในสตรีปกาเกอะญอบ้านแม่ยางมิ้น ก็สามารถรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงผ่านการเก็บเกี่ยวที่ยากขึ้นกว่าเดิม ปริมาณฝักส้มป่อยลดลงไปทุกปี คุณภาพของผลผลิตฝักเปลี่ยนไป หรือแม้แต่การเข้ามาของคนแปลกหน้าเพื่อถามหาส้มป่อย
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ประเทศไทยมีความพยายามผลักดันให้เกิด “กฎหมายโลกร้อน” หรือ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 โดยจะได้เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสามารถเข้าถึงข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ข้อมูลการคาดการณ์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ รวมถึงข้อมูลกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งภาคเอกชนดำเนินการ และการมีกองทุนภูมิอากาศ ที่จะเป็นอีกเครื่องมือช่วยให้ประชาชนได้ใช้สอยสิทธิเสรีภาพ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
แต่ความกังวลเรื่องผลกระทบจาก “ภาษีคาร์บอน” และมาตรการดำเนินงานภายใต้กลไกของกฎหมาย ยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย เฉพาะอย่างยิ่งความเข้มงวดกวดขันและความเอาจริงเอาจังของหน่วยงานรัฐ กับการจัดการภาคการผลิต หรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เมื่อร่างกฎหมายนี้ มุ่งกำหนดบทลงโทษความผิดทางพินัย หรือเน้นการปรับเป็นเพียงแค่ตัวเงิน แต่ถ้าหากกฎหมายนี้ เป็นไปตามเจตนารมซึ่งอยากเห็นการคงสภาพ ฟื้นฟู ดูแล ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่แน่ว่า เราอาจจะได้เห็นการใช้งานส้มป่อยในชีวิตประจำวันของชาวบ้านแม่ยางมิ้นมากขึ้น
เพราะเมื่อวิถี ประเพณี ความเชื่อ ยังคงดำเนินต่อไป แต่ของสำคัญที่ต้องใช้กำลังลดน้อยลงไปทุกที นี่คงเป็นความท้าทายของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องพยายามรักษามรดกนี้ไว้ ปัจจุบัน ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย กำลังเริ่มต้นโครงการปลูกส้มป่อยในชุมชนหรือพื้นที่ข้างบ้านตนเอง เพื่อให้มีวัตถุดิบใช้ในแต่ละพิธีโดยไม่ต้องพึ่งพาป่า โดยการนำต้นส้มป่อยในพื้นที่มาเพาะชำ เพื่อให้ได้ต้นกล้าแข็งแรง แล้วปลูกขยายพันธุ์บนแปลงขยายต่อไป รวมถึงความตั้งใจว่า ถ้าต้นกล้าส้มป่อยมีจำนวนมากพอ พวกเขาจะจำหน่ายให้กับผู้ที่ต้องการด้วย
ฝักส้มป่อยเล็ก ๆ หนึ่งฝัก สามารถรักษาความหมายของวิถีชีวิต พิธีกรรม ความเชื่อ ที่คนในชุมชนยึดถือไว้ เรื่องราวของ “ส้มป่อย” นี้จึงเป็นเพียงตัวอย่าง ที่อยากชวนทุกคนคิดถึงและสนใจปัญหาการเปลี่ยนแปลง การแปรปรวนของสภาพอากาศ ซึ่งไม่เพียงแค่กำลังเสี่ยงสูญเสียสมุนไพรชนิดหนึ่งไป แต่เราอาจกำลังสูญเสียวัฒนธรรม ความเชื่อ และวิธีดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ที่ตั้งใจส่งต่อไว้ให้อนุชนรุ่นหลังด้วย
เรื่อง: มะลิวัลย์ เต๊จ๊ะ / เขียน: ณัฐชา เจริญสุข / เรียบเรียง : นพพล ไม้พลวง
หมายเหตุ: ผลงานชิ้นนี้เกิดจากการอบรมเชิงปฏิบัติการ สื่อชนเผ่าพื้นเมือง จากความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) , กับ มูลนิธิองค์ความรู้เพื่อการพัฒนา (K4D) โดยได้รับการสนับสนุนจาก International Media Support (IMS), กองทุนสมานฉันท์ชนพื้นเมืองแห่งเอเชีย (IPAS Fund) และฮาร์ดสตอรี่ (HaRDstories)