ลิขิต พิมานพนา ชาวกะเหรี่ยงโป จาก อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวกับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง ต่อความคิดเห็นที่เขามีต่อการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันเดียวกับการเลือกตั้ง ที่ ณ ขณะพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง ยังคงตั้งคำถามถึงการลงประชามติดังกล่าว ว่าจะเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้อย่างไร

เพื่อทำความเข้าใจแก่พี่น้องชาติพันธุ์ เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองขอเป็นตัวแทนในการสื่อสาร เรื่องการลงประชามติที่กำลังจะมาถึงนี้ ผ่านเสียงของตัวแทนชาติพันธุ์ และเสียงของนักกฎหมายที่กล่าวไว้ชัดเจนว่า

ไม่ว่าคุณจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ คุณต้องออกไปใช้สิทธิลงประชามติ การไม่ไปเท่ากับคุณเสียสิทธิทางการเมือง กลุ่มชาติพันธุ์จะสามารถมีตัวตนที่ถูกยอมรับในรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง ขึ้นอยู่กับก้าวแรกในการลงประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

ทำไมกลุ่มชาติพันธุ์จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่จัดทำขึ้นมาจากคณะรัฐประหาร 2557 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่พูดถึงสิทธิของคนชาติพันธุ์ไว้ในมาตรา 70 ที่ระบุว่า

รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออันตรายต่อความมั่นคงของรัฐหรือสุขอนามัย

แม้จะเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ที่มาของมาตรา 70 นี้มีสาเหตุมาจากที่รัฐบาลคสช.ยุคนั้น ต้องส่งรายงานให้กับสหประชาชาติ ภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีนโยบายทวงคืนผืนป่า ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนชุมชนอย่างร้ายแรงต่อกลุ่มชาติพันธุ์

การละเมิดดังกล่าวถูกองค์กรภาคประชาสังคมเขียนรายงาน (shadow report) ถึงสหประชาชาติ จึงกลายเป็นข้อเสนอ ที่มัดมือคณะรัฐประหารที่ตอนนั้นกำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ให้ใส่เรื่องสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์เข้าไปด้วย

สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR) ให้ข้อมูลกับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง เขาระบุว่าหากคณะร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ต้องการให้เกิดการปกป้องคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองจริงๆ มาตรา70 ควรอยู่ในหมวดสิทธิและเสรีภาพ มิใช่อยู่ในหมวดแนวนโยบายของรัฐ ที่ไม่ได้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย ว่ารัฐจะต้องปฏิบัติตาม

สุมิตรชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า การลงประชามติครั้งนี้ คือโอกาสสำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองทั่วประเทศไทย ที่จะไม่ถูกรัฐกำกับควบคุม ภายใต้มุมมองที่เป็นภัยต่อความมั่นคง

เพราะลำพัง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 นั้นไม่เพียงพอที่จะคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ได้ทั้งหมด สุมิตรชัยย้ำว่ารัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่กฎหมายอื่นไม่สามารถขัดแย้งได้ และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ยังเป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้มีการตัดคำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ ออกจาก พ.ร.บ.คุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ฯ รวมทั้งยังทำให้พื้นที่คุ้มครอง ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายป่าไม้อื่นๆ ภายใต้มุมมองทางด้านความมั่นคงแห่งรัฐเป็นที่ตั้ง

สุมิตรชัยกล่าวสรุปว่า วันนี้โอกาสในการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ เพื่อเขียนอนาคตของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งประเทศมาอยู่ตรงหน้าแล้ว

กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองคิดเห็นอย่างไรต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ปัจจุบันลิขิต ทำงานอยู่กับมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ในฐานะคนทำงานขับเคลื่อนเรื่องสิทธิในทรัพยากร และงานรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ เขากล่าวว่านอกจากกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ จะไม่ได้รับข้อมูลในเรื่องการลงประชามติแล้ว ซ้ำร้ายยังถูกข้อมูลเท็จจากโลกออนไลน์ ที่พยายามนำเข้าข้อมูลว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง และเรื่องการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 จึงกลายเป็นโจทย์ยากที่คนทำงาน ต้องทำงานเชิงพื้นที่เพื่ออธิบาย และทำความเข้าใจเรื่องหลักการให้ตรงกัน

ทางด้านมาริสา ยาแปงกู่ เยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองจากกลุ่มชาติพันธุ์อ่าข่า จากจังหวัดเชียงราย กล่าวกับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง จากมุมมองของเธอในพื้นที่ว่า ตอนนี้เรื่องการรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลายเป็นเรื่องของคนกลุ่มหัวก้าวหน้าที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในอนาคต จึงทำให้คนกลุ่มอื่นๆ ในพื้นที่เลือกที่ไม่สนใจเรื่องนี้ เพราะว่ามองเป็นเรื่องไกลตัว

สำหรับเมษาเธอพยายามสื่อสารกับคนใกล้ชิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะส่งผลต่อชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างไร ทั้งสิทธิในการกำหนดชีวิตตนเอง (Self-Determination), สิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากรที่ดิน, สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับคนทุกคน, รวมทั้งปัญหาเรื่องมลพิษทางน้ำ อากาศ, และโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ต่างๆ ที่รัฐเป็นคนกำหนด โดยที่ประชาชนไม่มีโอกาสได้ออกเสียง ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศทั้งสิ้น

เมษากล่าวตอนท้ายกับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองว่า แม้ว่าหลายคนจะสิ้นหวังกับการเมืองไทยตอนนี้ แต่การลงประชามติคือโอกาสขั้นแรก ของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองที่ยังคงรอคอยการยอมรับในสิทธิของตนเองอย่างแท้จริง แต่หากครั้งนี้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่สนใจการลงประชามติ มันจะยิ่งทำให้เสียงชาติพันธุ์ที่เงียบอยู่แล้ว ยิ่งเบาลงและไร้ตัวตนไปในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ทางโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw องค์กรที่ขับเคลื่อนเรื่องการลงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้ให้ข้อมูลกับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองว่า

การใช้ชีวิตอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งเป็นผลพวงของคณะรัฐประหารที่เขียนมาเพื่อสืบทอดและเอื้ออำนวยอำนาจให้คนกลุ่มหนึ่ง โดยแทบไม่มีความยึดโยงกับประชาชนในประเทศนี้

ในทางกลับกัน การลงประชามติครั้งนี้คือโอกาสให้พี่น้องชาติพันธุ์ได้เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้ามีรัฐธรรมนูญใหม่ เราอยากเห็นชีวิตของเราถูกพูดถึง ถูกเขียน และถูกยอมรับอย่างไร ในเรื่องที่ดิน วิถีชีวิต ภาษา วัฒนธรรม และความเป็นชาติพันธุ์

หากประชามติในครั้งนี้ได้รับ “ความเห็นชอบ” อย่างท่วมท้น จะเป็นการเปิดประตูให้ประชาชนได้เข้าไปมีเสียง เข้าไปต่อรอง และเข้าไปยืนยันการมีอยู่ของตัวเองในกระบวนการร่างกติกาสูงสุดของประเทศ

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ