การแสดง “นกโต” เป็นการแสดงพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยใหญ่ มีรากฐานมาจากความเชื่อและตำนานทางพุทธศาสนา โดยเชื่อกันว่า ในช่วงเข้าพรรษาพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระพุทธมารดา และเมื่อถึงวันเสด็จกลับลงสู่โลกมนุษย์ เหล่าสรรพสัตว์จากป่าหิมพานต์ต่างพากันออกมาฟ้อนรำด้วยความปีติยินดี ภาพแห่งความศรัทธาและความงดงามนั้น ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการแสดง “รำนก รำโต” สืบจนปัจจุบัน
การแสดงนกโตประกอบด้วยสัตว์ในจินตนาการสองชนิด ได้แก่ นกกิ่งกะหร่า ตัวแทน “กินรี” จากป่าหิมพานต์ ในชุดการแสดงจะเน้นการร่ายรำด้วยท่วงทำนองอ่อนช้อย งดงาม ประโคมเครื่องแต่งกายครบทั้งปีก หาง และหัวนก เพื่อมิให้บ่งพร่องเรื่องความศักดิ์สิทธิ์
ส่วน โต เป็นสัตว์ในจินตนาการที่ช่วงลำตัวคล้ายสิงโต และหัวคล้ายกวาง การแสดงโตจะใช้ผู้แสดงสองคนเชิดส่วนหัวและหาง (เหมือนเชิดสิงโต) เพื่อให้เคลื่อนไหวอย่างผ่าเผยสง่างาม รับไปกับจังหวะของดนตรี
การแสดงนกโตมักปรากฏในงานบุญสำคัญของชุมชนไทยใหญ่ เช่น งานปอยเตียน งานปอยออกพรรษา ถือเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนความศรัทธา ความสามัคคี และอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ นวลโบ แสงคำ เยาวชนนักฟ้อนรำนกโต จากกลุ่ม Shan Youth Power เล่าว่า การถ่ายทอดความรู้เรื่องนี้ไม่มีในตำราอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร การเรียนรู้เกิดจากการดู การจดจำ และการฝึกฝนกับครูผู้รู้ในชุมชน รูปแบบท่ารำและชื่อท่าอาจแตกต่างกันไปตามพื้นที่
นวลโบยกตัวอย่างท่าร่ายรำที่ร่ำเรียนมาสำหรับตัวนกจะมี
- แม่ฮอมมือ (မႄႈႁွမ်းမိုဝ်း) การนำมือมาจุกไว้รวมกัน
- แม่แพดมือ (မႄႈၽႅတ်းမိုဝ်း) การสลับมือไปมา
- พานกินลอก ท่าหยอกล้อ เล่น ก่อนจะคาบเงิน
สำหรับตัวโตนั้น เธออาจไม่ได้ช่ำชอง แต่ชื่นชอบในท่า ‘ส่อนตีนข้าง ย่างตีนตำ’ คือ การสลับเท้าเตะไปมาตามจังหวะเพลงอย่างแข็งแรง
อย่างไรก็ตาม ในฐานะเยาวชนไทยใหญ่ นวลโบ แสดงความกังวลว่า หลายคนอาจจะรู้จัก รักรากเหง้าของตน แต่อาจไม่กล้าแสดงออก “ปัจจุบันเยาวชนไตเรา กำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งพื้นที่อาศัยที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ ในประเทศไทยและต่างประเทศ ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยไม่สามารถพูดภาษาไทยใหญ่ได้ ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้วัฒนธรรมของตัวเอง เราเจอหลายคนเริ่มอายที่จะบอกว่าตนเป็นคนชาติพันธุ์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคต่อการสืบทอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอย่างนกโตด้วย”
นอกจากการแสดงแล้ว นกโตยังถูกถ่ายทอดในรูปแบบของงานหัตถศิลป์และของที่ระลึก เช่น โมเดลนก ทำด้วยลวดดัด จากงานอดิเรกที่มีผู้สั่งเป็นครั้งคราวกลายเป็นอาชีพ การแกะสลักโตน้อย จากไม้สัก หรือการทำโตสำหรับใช้แสดงจริง ทำจากโครงไม้ ประดับด้วยขนสัตว์แท้ หรือบางครั้งใช้เชือกฟางแทน ทั้งหมดนี้ล้วนเคยผ่านมือครูโหย่ง ลุงป้าง
นอกจากการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยใหญ่แล้ว เมื่อปลายปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมาได้มีการจัดกิจกรรม ‘สังคายนาชื่อเรียกระหว่าง ไทใหญ่ หรือ ไทยใหญ่ และชื่อเรียกอื่น ๆ เพื่อบรรจุในสารบบกฎหมาย’ ณ วัดกู่เต้า ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีข้อสรุปด้วยการลงมติโหวตร่วมกันให้ใช้คำว่าไทยใหญ่
การที่นกโตยังคงร่ายรำอยู่ได้ในปี 2569 นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของความโชคดี แต่มันคือความพยายามพิสูจน์ตัวตนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา สังคมไทยได้เห็นหมุดหมายสำคัญอย่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ที่เพิ่งประกาศใช้ ซึ่งเปรียบเหมือนเกราะคุ้มกันให้วัฒนธรรมอย่างการรำนกโตมีพื้นที่ยืนอย่างสง่าผ่าเผยมากขึ้น
การลงมติโหวตใช้ชื่อ “ไทยใหญ่” ณ วัดกู่เต้า จึงไม่ใช่แค่การตกลงเรื่องชื่อเรียก แต่คือการประกาศตัวตน และพร้อมจะส่งต่อมรดกจากป่าหิมพานต์นี้ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจคนไทยสืบไป
เขียนโดย: ดาวเรือง / ลุงมู