วนิจชญา กันทะยวง ปราชญ์อาหารชาวไทใหญ่ จากบ้านต่อแพ ต.แม่เงา อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการเป็นผู้หญิง เป็นแม่ และเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ผ่านเรื่องราวของอาหารไทใหญ่
สำหรับวนิจชญา อาหารไม่ใช่เรื่องของการกินเพื่ออยู่ หรือเพื่อให้อิ่มท้องเท่านั้น แต่อาหารคือจิตวิญญาณที่ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย และความต้องการของคนกิน เรื่องราวชีวิตของวนิจชญา ร้อยเรียงควบคู่ไปบนความเชื่อที่ว่า
เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองได้เรียบเรียงเรื่องราวความเป็นแม่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านเรื่องราวอาหารไทใหญ่ของวนิจชญา กันทะยวง
ถั่วคือชีวิตของชาวไทใหญ่
ถั่วถือเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญในชุมชนไทใหญ่แบบดั้งเดิม โดยถั่วของไทใหญ่นั้นมีหลากหลายชนิด เช่น ถั่วเขียว ถั่วลายเสือ ถั่วเหลือง เป็นต้น วนิจชญาเล่าว่าเธอผูกพันกับถั่วมาตั้งแต่เกิด หญิงตั้งครรภ์จะรับประทานถั่วเหลืองที่ให้โปรตีนสูง ทำให้เด็กในท้องได้รับโปรตีนจากถั่วตั้งแต่อยู่ในครรภ์
จึงเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นชุมชนชาวไทใหญ่นิยมปลูกถั่วไว้ในพื้นที่ของตนเอง นำมาซึ่งเมนูอาหารจากถั่วที่หลากหลายเช่น ถั่วพู ถั่วเน่าแผ่น ถั่วเน่าซา และน้ำพริกอุ๊บ เป็นต้น
โดนเนื้อลุงคือ กรรมวิธีการนำเนื้อสัตว์มาสับและปั้นเป็นก้อนแบบฉบับของชาวไทใหญ่ วนิจชญากล่าวต่อว่า ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ผู้หญิงไทใหญ่จะนิยมทำถั่วเน่าแผ่นเก็บไว้กิน เพราะเป็นช่วงหยุดพักทำการเกษตร อากาศที่ร้อนจัดทำให้ถั่วเน่าหอมและแห้งไม่มีกลิ่น ซึ่งถั่วเน่าแผ่นหนึ่งสามารถเก็บไว้ได้เป็นหลักปี โดยที่แมลงไม่มารบกวน
แต่วันนี้คุณค่าของถั่วลดลง เมื่อผงปรุงรสต่างๆ เข้ามาแทนที่บทบาทของถั่วในชุมชนไทใหญ่
วนิจชญายังคงเชื่อว่า อาหารจากถั่วก็อร่อยไม่แพ้กับอาหารสำเร็จรูป จึงเป็นที่มาของโครงการ ‘ครัวส่องไพร’ ที่เธอทำ โดยต่อยอดจากการทำโฮมสเตย์ และได้รับคำชมจากลูกค้าที่มาพักว่า ชื่นชอบรสมืออาหารไทใหญ่ของวนิจชญา โดยเป้าหมายของครัวส่องไพร คือการสร้างพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องอาหารไทใหญ่ ให้กับคนที่สนใจจากภายนอก รวมทั้งขายโปรแกรมท่องเที่ยวเรียนรู้อาหารไทยใหญ่ ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและคนต่างชาติ
อาหารกับความเป็นแม่ของชาวไทใหญ่
วนิจชญาได้แบ่งปันชีวิตของเธอให้ IMN ฟังว่า ก่อนที่จะได้เป็นแม่ ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นลูกสาว ที่ชอบเดินตามแม่เข้าไปเก็บผักในสวนหรือในป่า แม่มักสอนเธอว่า ‘เสน่ห์และอำนาจของผู้หญิง มาจากอาหาร ที่ทำให้คนในครอบครัวมีความสุข’
โดยความสนใจเรื่องอาหารของวนิจชญา เริ่มต้นจากการที่เธอชอบกินอาหารที่แม่ทำ สมัยก่อนถ้าวันไหนที่บ้านวนิจชญาไม่มีกับข้าวกิน ขอแค่มีถั่วเน่าแผ่นกับข้าว เพียงเท่านี้ทั้งครอบครัวก็อิ่มท้องแล้ว
วนิจชญาเชื่อว่าอาหารรสมือแม่นั้นมีรสชาติเฉพาะตัว แม้รูปแบบสังคมวันนี้จะพยายามทำให้คนในครอบครัวมีระยะห่างต่อกัน อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ทางอาหารของแม่กับครอบครัว จะไม่มีอะไรมาตัดขาดความสัมพันธ์ของครอบครัวผ่านอาหารการกิน ที่คนเป็นแม่ทำได้
วนิจชญากล่าวกับ IMN ว่า ช่วงที่ลูกของเธอต้องไปเรียนที่ จ.เชียงใหม่ เธอจะทำอาหารใส่กล่องส่งไปให้ลูกชายได้กินทุกสัปดาห์ ในฐานะแม่เธอไม่อยากให้อิทธิพลของอาหารจากภายนอกเข้ามาครอบงำ และทำให้สายสัมพันธ์ของเธอกับลูกห่างเหินกันไกลกว่าเดิม
อย่างไรก็ดียุคสมัยที่เปลี่ยนไป วนิจชญาเห็นว่าปัจจุบันบทบาทการทำอาหารและงานบ้าน เป็นเรื่องที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกัน
วนิจชญากล่าวถึงความตั้งใจของเธอในฐานะแม่ว่า เธออยากถ่ายทอดกรรมวิธีการทำอาหารไทใหญ่ให้กับลูกชาย เพราะว่าวันนี้แม่ของเธออายุ 90 ปี อาหารที่ดีต่อสุขภาพกายและใจผู้สูงวัยไม่ใช่อาหารหรูราคาแพง แต่คือรสชาติอาหารที่คนเป็นแม่อยากให้ลูกๆ ปรุงรส เหมือนรสชาติอาหารของแม่ ที่เคยทำให้ลูกๆ กิน มันอาจเป็นเพียงอาหารจานธรรมดาอย่างน้ำพริกอุ๊บ ที่ถือเป็นอาหารเมนูโปรดของครอบครัวกันทะยวง
เมื่อโลกร้อนเปลี่ยนรสชาติอาหารของชาวไทใหญ่
ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ไม่ได้ส่งผลแค่ในเชิงกายภาพที่มนุษย์สัมผัสได้จากอากาศที่ร้อนขึ้นทุกปี แม้แต่อาหารที่กินเข้าไปก็เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะกับกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองที่กินวัตถุดิบจากธรรมชาติ พวกเขาเป็นคนด่านแรกที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของวัตถุดิบ ที่นำมาใช้ประกอบอาหาร วนิจชญาแสดงความเป็นกังวลว่ารสชาติของวัตถุดิบหลายอย่างจืดจางลง ไม่มีรสชาติหวานตามธรรมชาติเหมือนก่อน
วนิจชญายืนยันว่าภาวะโลกร้อนมีผลต่อวัตถุดิบในการทำอาหารของชาวไทใหญ่ ในปีนี้เธอพบว่าปริมาณเห็ดที่พบเจอลดน้อยลง จากทั้งความร้อนที่สะสมอยู่ในหน้าดิน ฝนที่ตกต้องไม่ตามฤดูกาล ทำให้เห็ดไม่สามารถเจริญงอกงามได้ดังเดิม
สิ่งนี้กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อากาศที่ร้อนจนพืชผักหลายชิ้นไม่เจริญงอกงาม มนุษย์ก็ใช้ชีวิตได้ยากลำบากขึ้นไม่ต่างจากพืชผัก รวมทั้งการเกิดไฟป่าที่วนิจชญาเห็นในพื้นที่ของตนเองว่า ต้นไผ่ที่แห้งตายจากอากาศที่ร้อนและแห้ง ทำให้มีโอกาสเกิดไฟได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ดีหากกล่าวถึงในแง่ความมั่นคงทางอาหาร วนิจชญามองว่าคนที่อยู่อาศัยกับธรรมชาติ ยังมีโอกาสได้ลิ้มรสชาติวัตถุดิบอาหารจากธรรมชาติ มากกว่าคนเมืองที่มักถูกครอบงำด้วยอาหารสำเร็จรูป และเครื่องปรุงจากโรงงาน
จากโครงการท่องเที่ยวเชิงอาหารที่วนิจชญาจัดทำ นักท่องเที่ยวจากภายนอกล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า อาหารการกินบนดอย ที่มักไม่ได้มีเครื่องปรุงรสชาติอะไรมากมาย แต่กลับมีรสชาติอร่อย และความกลมกล่อมจากธรรมชาติมากกว่าอาหารปรุงสำเร็จรูป วนิจชญาอยากให้ผู้คนหันกลับมามองว่า ทุกๆ อย่างที่เราเอาเข้าปากไปนั้น มีความจำเป็นที่เราจะต้องรู้ที่มา
“การสูญสลายของอาหารไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและชุมชนด้วย”
วันนี้วนิจชญา มองความมั่นคงทางอาหารคือการส่งต่อจากรุ่นต่อรุ่น ผู้ที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมต่างๆ จำเป็นต้องมีพื้นที่ให้เยาวชนได้เข้ามาเรียนรู้ โดยคำถามที่ผู้ใหญ่ต้องตอบให้ได้ในวันที่ลูกหลาน อยากกลับมาอยู่ในชุมชนคือ มีทรัพยากรใดบ้างให้พวกเขาได้หยิบใช้ เพราะท้ายที่สุดคนเหล่านี้คือเจ้าของชุมชนในอนาคต พวกเขาควรได้รับสิทธิในการใช้ทรัพยากรชุมชน เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้กับคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นเจ้าของชุมชนร่วมกัน ผ่านการปรับวิธีคิดซึ่งกันและกันเพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชน
เรื่อง: ณฐาภพ สังเกตุ / ภาพ: วัชรพล เปลี่ยนปลูกสัตย์