จากแฮชแท็ก #Saveทับลาน ที่ผู้คนในโลกออนไลน์กว่าเก้าแสนคนร่วมลงชื่อคัดค้านการ ‘เฉือนป่ามรดกโลก 2.6 แสนไร่’ ไปให้ ส.ป.ก. จัดสรรที่ดินไปให้กับประชาชน เพราะความกังวลเรื่องกลุ่มทุนรุกป่า และการจัดสรรที่ดินดังกล่าวคือการทำรุกรานสัตว์ป่า

หากมองย้อนดูผ่านประวัติศาสตร์นโยบายป่าไม้ไทย จะพบว่าพื้นที่ข้อพิพาทแห่งนี้ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ทศวรรษ โดยมีสาเหตุมาจากการขีดเส้นแบ่งอุทยานแห่งชาติทับลานในปี 2524 ทับซ้อนกับพื้นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านดั้งเดิม จนต้องกลายเป็น ‘ผู้บุกรุก’

ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้รับการยืนยันผ่านวิดีโอเสียงสัมภาษณ์ผ่อง เล่งอี้ อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ ผู้มีบทบาทในการขีดเส้นแผนที่และผลักดันการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติทับลาน รวมถึงอุทยานแห่งชาติอีกหลายแห่งทั่วประเทศในอดีต เขาได้กล่าววิธีการทำงานของตนเองไว้ว่า

มรดกที่ผ่อง เล่งอี้ ทิ้งไว้ กลายเป็นปัญหาระดับชาติในอีก 40 ปีให้หลัง ปรากฏการณ์นี้จึงไม่ใช่แค่การต่อสู้ทางวาทกรรมเรื่องคนบุกรุกป่า แต่คือปัญหาเชิงโครงสร้างจากหน่วยงานรัฐ ที่ชวนให้หันกลับมาตั้งคำถามว่า ในการอนุรักษ์ผืนป่า หน่วยงานรัฐและสังคมไทย ยังไม่ยอมรับเรื่องการมีคนอยู่ในป่า หรืออีกด้านหนึ่ง ไม่เคยยอมรับว่าในผืนป่าอุทยานที่ได้ประกาศออกไป ไม่ได้มีแค่พื้นที่ป่า หากแต่ประกอบไปด้วยชุมชนดั้งเดิมที่ตั้งมาก่อน

อุทยานบนแผ่นกระดาษ ความจริงอีกด้านของประวัติศาสตร์ป่าไม้ไทย

พงศา ชูแนม อดีตข้าราชการกรมป่าไม้ และหัวหน้าพรรคกรีน (ประเทศไทย) ผู้บุกเบิกแนวคิด “คนอยู่กับป่า” และผู้ริเริ่มโครงการธนาคารต้นไม้ กล่าวว่า การประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติของประเทศไทย จุดประสงค์เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และไม่ให้คนเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่พอขั้นตอนการประกาศพื้นที่อุทยาน ตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน พวกเขามักใช้การขีดเส้นแบ่งตามพื้นที่ภาพถ่ายทางอากาศ หรือดาวเทียม โดยไม่คำนึงถึงการลงพื้นที่สำรวจสถานที่จริง จนนำมาซึ่งปัญหาที่ตามมา ในอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ 226 แห่ง ปรากฏเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์มากกว่า 4,000 ชุมชน จำนวนประชาชนที่ตกอยู่ในสภาวะที่ดินทับซ้อน ประมาณ 300,000 กว่าราย และจำนวนคดีความที่ชาวบ้านถูกฟ้องร้องตั้งแต่ปี 2557 เกือบ 40,000 คดี ทั้งหมดนี้พงศาให้ความเห็นว่าเกิดขึ้นจากเลินเล่อของผู้ประกาศพื้นที่

โดยทางวิชาการนั้น มีคำศัพท์ที่ใช้กันเรียกว่า Paper Park หรือ ผืนป่าในแผ่นกระดาษ หมายถึง พื้นที่ป่าอนุรักษ์หรืออุทยานแห่งชาติที่มีอยู่แค่ในกฎหมายหรือบนแผ่นกระดาษแผนที่ แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถทำหน้าที่อนุรักษ์หรือจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ พื้นที่ทับซ้อนในอุทยานแห่งชาติทับลานจึงไม่แตกต่างอะไรกับสวนกระดาษ

พงศามองว่าศาสตร์วิชา ‘วนศาสตร์’ ในสถาบันการศึกษาของไทยนั้นได้รับอิทธิพลมาจากโลกตะวันตกอย่างอเมริกา ที่มองว่าคนและป่าควรแยกกันอยู่อย่างชัดเจน เป็นการนำเอาความคิดของป่าในเขตเมืองหนาว มาปรับใช้กับผืนป่าส่วนใหญ่ในประเทศไทย ที่เป็นป่าฝนเขตร้อนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และมีคนท้องถิ่นดั้งเดิมอาศัยและทำกินมาเนิ่นนาน

ทั้งที่มีงานวิชาการหลายชิ้นได้พูดถึงเรื่องประเด็น ‘คนอยู่กับป่า’ ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัย เรื่อง “Evaluating Forest Cover Changes in Protected Areas Using Geospatial Analysis in Chiang Mai, Thailand” ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้กล่าวไว้ว่า ชุมชนดั้งเดิมสามารถอยู่ร่วมกับป่าและช่วยดูแลรักษาป่าให้ยั่งยืนได้ งานศึกษาดังกล่าวได้ข้อค้นพบว่า ชุมชนที่อยู่อาศัยในเขตป่าอนุรักษ์ไม่ได้เป็นตัวการทำลายป่าเสมอไป ในทางตรงกันข้าม ผืนป่าในจุดที่มีชุมชนดูแลกลับมีความมั่นคงและสมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ว่าแนวคิดการแช่แข็งป่าโดยขับไล่มนุษย์ออกไปของรัฐนั้น เป็นแนวคิดที่ล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับความจริง ซึ่งเห็นได้ชัดในพ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติฉบับใหม่พ.ศ. 2562 แม้กฎหมายฉบับนี้จะพยายามแก้ไขปัญหาที่ดินเช่น ในมาตรา 64 คือการอนุญาตให้คนอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ได้ชั่วคราว แต่กลับมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่เข้มงวดเกินไป มีเงื่อนไขเวลาชั่วคราว 20 ปีในการอยู่อาศัย ท้ายที่สุดแนวทางแก้ไขปัญหาตามพ.ร.บ. อุทยานฯ ปี 2562 ก็ไม่สามารถตอบโจทย์แก้ไขปัญหากรณีทับลาน หรือในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างชุมชนกับเขตป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศได้สำเร็จ

“ถ้าคนอยู่กับป่าชั่วร้ายทำลายป่า ป่านนี้เราไม่เหลือป่าไปนานแล้ว คนอยู่กับป่ามันเป็นวิถีชีวิตคนหลายชาติพันธุ์ ที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

พงศามองว่าตราบใดที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้หรือสังคมไทย ยังคงมองเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติ คือการมองคนอื่นที่มีวิถีชีวิตแตกต่างจากตนเองเป็นคนทำลายสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ในประเทศไทยจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ เพราะวันนี้การอนุรักษ์คือการสร้างความแตกแยกระหว่างชุมชนดั้งเดิมกับเจ้าหน้าที่อย่างไม่มีวันจบสิ้น ตราบเท่าที่การอนุรักษ์คือการสร้างเงื่อนไข ‘คน’ แยกกับ ‘ป่า’ อย่างเอกเทศ

4 ทศวรรษจากทับลาน เมื่ออำนาจรัฐยังทับสิทธิชุมชน

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการประสานงานจัดให้มีโฉนดชุมชน ได้ให้ข้อมูลกับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง โดยกล่าวว่าสาเหตุที่ทำให้เรื่องราวของทับลานยืดเยื้อมายาวนานกว่า 4 ทศวรรษ เพราะที่ผ่านมาแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยกฎหมาย มักมาจากรัฐบาลฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะผ่านกลไกของ ส.ป.ก., มาตรา 64 พ.ร.บ.อุทยานฯ หรือแม้กระทั่ง คทช. ก็ตาม ซึ่งมักขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน

แม้มติของกรมอุทยานฯ ที่ออกมาล่าสุด (การรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงแนวเขต) จะเป็นการเดินไปตามแนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งสาทิตย์ มองปรากฏการณ์ #Saveทับลานนี้ว่า ไม่อยากให้ประชาชนเกิดความกังวลต่อมตินี้ของกรมอุทยาน แต่เขาอยากให้มองไปยังกระบวนการต่อไป สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่การปรับปรุงแนวเขต หรือคืนที่ดินให้กับประชาชน แต่คือกระบวนการคัดกรองระหว่างคนดั้งเดิมที่อยู่ในที่ดินของตนเอง กับกลุ่มทุนที่อาศัยช่องว่างจากกระบวนการคัดกรอง

สาทิตย์กล่าวสรุปว่า เรื่องใหญ่และน่าจับตามองที่แท้จริงของทับลานนั้น อยู่ที่กระบวนการคัดกรองต่อจากนี้ เขาเสนอว่าในคณะกรรมการชุดคัดกรองที่ดินทับลาน รัฐบาลจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนและคนในท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วมร่วมเป็นกรรมการด้วย เพราะต้องยอมรับว่า ไม่มีข้าราชการคนไหนจะรู้ดีไปกว่าคนในพื้นที่

ทางฝั่งดร.สุรินทร์ อ้นพรม นักวิชาการอิสระด้านวนศาสตร์ชุมชน อดีตอาจารย์ประจำคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ภาครัฐเสนอออกมาล่าสุดนั้น ถือเป็นทิศทางที่เขาเห็นด้วย แต่สิ่งที่เป็นปัญหาในปัจจุบันคือ กระแส #Saveทับลาน ที่เกิดขึ้นในสังคม กำลังทำให้สังคมโฟกัสไปที่ “เราจะเอาป่า หรือเราจะเอาคน” ซึ่งนั่นเป็นการหลงประเด็นไปอย่างสิ้นเชิง

ในอีกมุมหนึ่งดร.สุรินทร์มองว่าความเคลือบแคลงใจของกลุ่ม #Saveทับลาน ที่มีต่อหน่วยงานรัฐ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะในอดีตภาพลักษณ์ของ ส.ป.ก. เองก็มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสในการจัดสรรที่ดิน สังคมจึงมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า รัฐบาลกำลังทำหน้าที่อย่างเป็นธรรม หรือกำลังเอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายกลุ่มทุน โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “นอมินี” ที่เป็นความจริงสามชั้นในพื้นที่ คือมีทั้งชาวบ้านดั้งเดิม นอมินี และนายทุน ซ้อนทับกันอยู่ คนกลุ่มนี้ได้ประโยชน์สูงสุดจากความคลุมเครือ การยื้อเวลาจึงไม่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้าน

ดร.สุรินทร์ให้ข้อเสนอว่า ตราบใดที่รัฐยังไม่เปิดเผย “ข้อมูลรายแปลง” ออกมาให้เร็วที่สุดว่าในแต่ละโซน แต่ละแปลง เป็นที่ดินของใครบ้าง โดยเฉพาะกลุ่มที่ 4 ซึ่งมีคดีความบุกรุกค้างคากว่า 400-500 คดี รัฐต้องกางออกมาให้สังคมเห็นว่ากลุ่มทุนและรีสอร์ตเหล่านั้นตั้งอยู่ตรงไหน และชาวบ้านดั้งเดิมจริง ๆ อยู่ตรงไหน หากทำได้ก็จะทำให้สังคมไทยสิ้นสงสัยในการแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนนี้

ท้ายที่สุดแล้วดร.สุรินทร์มองว่า กระแส #Saveทับลาน ไม่ได้กำลังสะท้อนถึงความตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมของคนเมือง แต่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาชนชั้น ระหว่างคนเมืองกับชาวบ้านในชนบท รวมถึงความไม่ไว้วางใจต่อปัญหาคอร์รัปชันของภาครัฐ

การที่คนเมืองเสพข้อมูลโดยปราศจากการรับรู้เชิงประวัติศาสตร์ที่ดินและป่าไม้ ทำให้สังคมไทยต้องติดล็อกอยู่กับการเลือกระหว่าง “คน” กับ “ป่า” มาช้านาน

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ